

หลังจากวันแรก ขึ้นพระธาตุพูสีกันพอเหงื่อซึมๆแล้ว
เช้านี้เราก็เริ่มวันใหม่กันด้วยการเดินดุ๊กดิ๊กๆไปหาอะไรกินกัน
โดยสำรวจทำเลที่จะใส่บาตรข้าวเหนียวไปด้วยซะเลย
เพราะเท่าที่เสิร์ชมาถ้าซื้อข้าวเหนียวในตลาด จะได้เยอะกว่าและราคาถูกกว่าด้วย
แต่ไม่มีกระติ๊บใส่ให้
เอาล่ะดิ ถ้าใส่บาตรข้าวเหนียวด้วยถุงพลาสติกมันก็ไม่เท่น่ะสิ ว้า เอาไงดี เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยคิด
วันนี้มุ่งหน้าไปร้านกาแฟสุดฮ็อตแห่งเมืองหลวงพระบางก่อน
ชื่อร้าน กาแฟประชานิยม (คนลาวอ่านว่า กาแฟประซานิยม นะจ๊ะ)

จะมาร้านนี้ไม่ต้องมีแผนที่เลยค่ะ
เพราะเดินยังไงๆก็เจอ ร้านอยู่หัวมุม ริมโขงเลย
แต่ตัวปูกะตัวปุ๊กขอเปลี่ยนชื่อเป็น ร้าน กาแฟประซาซน"ไทย"นิยมแล้วกัน
เพราะที่ยืนกันสลอนในรูป ล้วนแล้วแต่เป็นผู้บ่าวผู้สาวไทยทั้งน้านน
ขนาดกรุ๊ปทัวร์ยังต้องพามาที่นี่เลย คิดดูว่าฮ็อตขนาดไหน

ด้วยความขี้เกียจไปเบียดเสียดกะเค้า
เรากะตัวปุ๊กเลยนั่งร้านเฝอแทน สั่งเฝอแล้วแอ๊บสั่งกาแฟกับไข่ลวกจากร้านประชานิยมแทน
ทานแล้วก็งง...เอ มันอร่อยยังไงหว่า ถึงต้องดั้นด้นมากินกัน
ไอ้กาแฟลาว รสชาติเข้มๆ ไม่หวานไม่มันเนี่ย ปาท่องโก๋ก็เย็นๆ
เราว่ากาแฟโบราณบ้านเราอร่อยกว่าตั้งเยอะ
แต่ตัวปุ๊กบอกว่า ปาท่องโก่เค้าเนื้อแป้งนุ่มหนากว่าของเรา
ก็แล้วแต่ชอบอ่ะค่ะ
เสร็จภารกิจอิ่มท้อง ตัวปูกะตัวปุ๊กก็เดินไปที่บริษัททัวร์ที่จองไว้เมื่อวาน
เพื่อรอรถมารับไปเที่ยวถ้ำติ่งกัน
รถสามล้อมารับตรงเวลา 8.30 น.เป๊ะ ไปท่าเรือกัน

ท่าเรือที่พานักท่องเที่ยวไปถ้ำติ่ง
มีรับบัตรคิวด้วยน๊า ตัวปูกกะตัวปุ๊กได้เบอร์แรกเลย


นั่งเรือแบบนี้แหละค่ะ ลำละ 6 คน
เชื่อมั๊ยว่า จากตอนแรกที่ได้บัตรคิวเบอร์แรก ได้ขึ้นเรือลำแรก
หลังจากนั้น เราถูกแซงเยอะมากเลย มากจนเซ็งเลย
คนขับก็ขับช้าอยู่แล้ว ยังมีแวะเติมน้ำมัน ทำเสื้อตกน้ำ แง่ง


ตอนแรกนั่งเรือไป กระดี๊กระด๊าน่าดู
อุ๊ย แม่น้ำโขงใหญ่จัง สวยดีจัง วิวสวย อากาศดี

แต่เนื่องจาก ขาไป เราจะต้องนั่งเรือทวนน้ำไป 2 ชั่วโมง
แถมคนขับก็ขับช้ามากๆ...
ตอนหลัง ตัวปูก็อยู่ในสภาพแบบนี้...คร่อก


ผ่านไป 2 ชั่วโมงกว่าด้วยความสนุกสนาน (รึเปล่า??)
เรือก็แวะจอดที่หมู่บ้านซ่างไห่ ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องการต้มเหล้าขาย และทอผ้า

ผ้าคลุมไหล่สวยๆเยอะเหมือนกัน แต่เราดันขี้เกียจถือ
คิดว่าที่ไนท์มาร์เก็ตคงมี ถึงเวลาจริงๆ ลายนกยูงที่อยากได้เค้าดันไม่เอามาขายอ่ะ
ตัวปุ๊กได้ซอทำจากเขาควายมาอันนึง
ท่าทางจะอยากทำเป็นปู่ชิว สีให้ตัวปูฟังรึเปล่า อิอิ
ในที่สุด เรือก็พาเรามาถึงถ้ำติ่ง ซึ่งทำให้ตัวปูค่อนข้างเซ็ง
ไม่รู้ว่าคนที่เคยไปมาจะรู้สึกเหมือนกันรึเปล่า
แต่เรารู้สึกว่า มันไกลอ่ะ ไกลม๊าก แล้วมาถึงเจอถ้ำเป็นโพรงนิดเดียวแค่เนี๊ย


ถ้ำติ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปไม้นับสองพันรูป
เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนลาวตั้งแต่อดีตแล้วค่ะ

เดินแยกไปดูถ้ำด้านบนต่อ เหนื่อยมากมาย
สังเกตดูที่เที่ยวของลาว จะมีเด็กขอทานเดินขายของเต็มไปหมด
เค้าจะเดินตามติดเลยนะคะ เดินเก่งมากๆ ขนาดเราเหนื่อยจะตาย
น้องตัวนิดเดียว เดินตามเราไปกลับได้เลย
แล้วถ้าไปตกหลุมพรางซื้อของนะ เหอะๆ ก็จะมีด่านตามมาอีกมากมาย
อย่างตอนแรกตัวปูดันใจอ่อนเอาหมากฝรั่งที่ติดมาให้ไป
พอขาลงมา เจ้าเด็กคนเดิมทำหน้าเหมือนไม่เคยเจอกัน
เอาของมาขายเหมือนเดิม แป่ว

ถ้ำด้านบนเป็นถ้ำที่มีพระพุทธรูปไม้ประดิษฐานเช่นกัน
แต่ไม่เยอะเท่าด้านล่าง แล้วถ้ำก็ตื้นๆแต่มืดมากกกก
ไม่คุ้มเลย เหนื่อยง่ะ
โชคดีที่ขากลับเป็นการแล่นเรือตามน้ำ ทำให้ใช้เวลาน้อยกว่าเดิมมาก ไม่งั้นคงเซ็งกว่านี้
แต่เนื่องจากความชักช้าในช่วงแรก เราก็ยังไปถึงท่าเรือเลทกว่าปกติอยู่ดี
น้องที่เอเยนต์ทัวร์ที่เราจองไปเมื่อวานถึงกับมารอรับกับคนขับรถเองเลย
คงกลัวว่าเราจะหลงมั๊ง ก็ออกกรุ๊ปแรก ดันกลับเป็นกรุ๊ปหลังๆ
ตัวปูกะตัวปุ๊กเลยอดทานข้าวขึ้นรถตู้ไปน้ำตกกวางสีต่อ

ถึงทางเข้าน้ำตกแล้วจ้า
คุณลุงคนขับรถบอกว่า กวางสีแปลว่า เสียงของกวาง
ซึ่งเสียงของน้ำตกเนี๊ยดังไปถึงประเทศจีนเชียวนา (ไม่รู้ว่าโม้รึเปล่านะคะ)
ถึงปุ๊บเพื่อนร่วมทริปซึ่งมีทั้งอเมริกา มาเลย์ รีบเข้าน้ำตกปุ๊บ
ส่วนเรากะตัวปุ๊ก ขอแว้บไปหาอะไรกินก่อนดีกว่า


คราวนี้ลองสั่งส้มตำ ไก่ย่างดีกว่า จะแซ่บสู้บ้านเราได้ป่าว
แต่ที่ทึ่งก็คือ ลูกมะพร้าวใหญ่ม๊ากกก อะไรมันจะมโหฬารขนาดนี้
ตัวปุ๊กทานๆไป ถามป้าที่ขายส้มตำ มีแจ่วให้จิ้มมั๊ยครับ
ป้าบอกมีๆ แล้วลุกไปตำกระเทียมกะพริกเอาแม๊กกี้ใส่
รสชาติออกมาคล้ายๆน้ำจิ้มข้าวมันไก่อ่ะ
อิอิ ตัวปุ๊กคงเลิกขอแจ่วไปอีกนานนนนน

เข้ามาแล้ว น้ำตกตาดกวางซี สีน้ำสวยดีจังเนอะ
ของจริงจะเป็นสีเขียวอมฟ้าๆหน่อยค่ะ
แต่เราว่าสวยสู้น้ำตกพวกจิ่วไจ้โกว หวงหลงไม่ได้
อันนั้นน้ำจะใส ถ่ายรูปมาสีฟ้าใสแจ๋วเลย
แต่มีพี่คนไทยที่เจอกันตอนเย็นยืนยันให้ฟังว่า ยังไงก็สวยกว่าทีลอซูอีก
จริงรึเปล่าคะ เราไม่เคยไปทีลอซูอ่ะ เลยตอบไม่ได้

อุตส่าห์เตรียมเสื้อผ้ามาเล่นน้ำ
ถึงเวลาจริงๆ เล่นไม่ทันอ่ะ เค้าให้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงเอง
เลยเดินเล่นกันเฉยๆค่ะ


ตอนเย็นวันนี้ ทานข้าวกันที่ร้านแม่โขงฟิชค่ะ
อร่อยมากกก เราทานฟิชแอนด์ชิป ส่วนตัวปุ๊กสั่งปลาเปรี้ยวหวาน
อร่อยกว่าร้านเมื่อวานอีก
บรรยากาศก็ดี มีชานยื่นไปริมน้ำโขงด้วย
แต่วันนี้มีพนักงานเสิร์ฟคนเดียวเอง น่าสงสารมากๆ
เพราะอีกคนดันไม่มา ลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทย
คนไทยใจดีค่ะ เหมือนทุกคนจะพยายามไม่เรียกน้องเค้ามาก
เวลาสั่งอะไรก็พยายามสั่งพร้อมๆกันหลายๆโต๊ะ เค้าจะได้ไม่ต้องเดินหลายเที่ยว
แต่ขนาดนั้นก็เหงื่อแตกเต็มเลยอ่ะค่ะ
(ร้านมี 2ฝั่งค่ะ ต้องข้ามถนนไปๆมาๆ แถมต้องเดินลงบันไดอีก)

แวะเดินถนนคนเดินอีกเหมือนเคย (ทำสถิติเดินมันทุกวันเลย)
ได้ผ้าคลุมไหล่ กับรองเท้าแตะใส่ในบ้านคู่ใหญ่ไซส์ยักษ์ด้วย
ตอนนี้ยังใส่อัพไดอยู่เลยเนี่ย นุ่มมากๆ
มีผ้าไหมขายเยอะเหมือนกันนะคะ แต่เราถามราคาบางผืนราคา 8 พันบาทแน่ะ
เราดูไม่ค่อยเป็นเลยไม่กล้าเอามาฝากคุณแม่สุดเลิฟ กลัวโดนดุซ้ำ

กลับถึงเกสต์เฮาส์เจอพี่คนไทยที่พักที่เดียวกันเลยเมาท์กันเรื่องที่เที่ยว
เราบอกว่าเราไปถ้ำติ่งมา ไม่เห็นมีอะไรเลย
พี่เค้าก็เหมารถไปอีกถ้ำหนึ่งอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำคาน
เค้าบอกว่าเด็กรถเค้าบอกว่า ถ้ำติ่งไม่ค่อยมีไรให้ดู เค้าก็เชื่อ
พอไปถึงถ้ำเนี่ยก็ไม่เห็นน่าตื่นเต้นเหมือนกัน ถ้ำตื้นนิดเดียว
เราเลยสรุปว่า โปรแกรมถ้ำๆในหลวงพระบางเนี่ย ผ่านได้เลยจ้า รอบหน้าตัวปูขอบายครับ

จริงๆวันนี้โปรแกรมมันจะถึกๆเหนื่อยๆหน่อยค่ะ
แต่เรากะตัวปุ๊กมีนิสัยที่เหมือนกันอย่างนึงคือ
เวลาที่เที่ยวอยู่ ถ้ามีอะไรที่รู้สึกเบื่อๆหรือเซ็ง อย่างเจอฝรั่งร่วมทริปนิสัยห่วยๆ
ก็จะไม่พูดถึงจุดนั้นเลยค่ะ
จะทำเหมือนสนุกท้าทายราวกับแข่ง Amazing Race อยู่
แบบ..ต้องมีอุปสรรคนะ มีภารกิจนะ
แล้วจะทำเป็นสนุก และไม่อารมณ์เสีย ทำตัวตามน้ำไปเรื่อย
เสร็จแล้วค่อยมาเมาท์กันทีหลังค่ะ ซึ่งมันก็จะหายหงุดหงิดไปแล้วล่ะ อารมณ์จะขำๆมากกว่า
เรา 2คน ก็เลยไม่ค่อยมีปัญหาทะเลาะกันเวลาท่องเที่ยวเท่าไหร่ค่ะ
เทคนิคนี้เอาไปใช้ได้นะคะ ได้ผลแน่นอน ไว้รอบหน้าจะอัพไดวันที่ 3 ต่อนะคะ
ตัวปู 
|