ขนาดอยู่ด้วยกันตอนนั้น ก็ยังเกิดเรื่องขึ้นจนได้
เป็นเสี้ยววินาที ที่แม่หันหลังให้ลูกแค่นั้นเอง....
ก่อนหน้านั้น ปิคนิคปีนไปเล่นบนเตียง
แล้วก็เลยปีนต่อไปเล่นตรงที่มันปูแกรนิตไว้ข้างๆ เตียง
แม่ก็อุ้มออกมา จะพาไปฉ่องซะหน่อย มานก็ขัดขืนๆ บอกว่าไม่ปวด
ก็เลยอุ้มไปวางแหมะลงบนเตียง แล้วก็หันหลังออกมา
โป๊ก แง๊...
แม่หันตามเสียงไป ภาพที่เห็นคือปิคนิคนั่งอยู่บนเตียง
แต่หัวไปโขกอยู่กับแท่นแกรนิตข้างเตียง ก็เลยรีบไปยกหัวออกแล้ววางนอนบนเตียง
กี๊ดดดดดด เสียงร้องของแม่ตามกันติดๆ
ภาพที่เห็น หน้าผากปิคนิคเป็นรอยเจาะ ยาวประมาณเซ็นนึง กว้าง 3 มิลได้
เลือดไหลพรั่กๆๆ จากแผล ไหลไปถึงแก้ม ถึงปาก
โอยย แม่ใจจะขาด เสียสติไปแล้ว ร้องกรี๊ดตามแข่งกะเสียงลูก
จริงๆ ไม่ควรเนอะ เค้าจะยิ่งตกใจไปกันใหญ่
แล้วก็ร้องเรียกเพ็ญมา ไปหาผ้ามากดห้ามเลือด แล้วก็สั่งเพ็ญให้ใส่เพิร์สให้น้อง
เราก็วิ่งไปหยิบกระเป๋า หยิบบัตรประกัน เตรียมไปโรงพยาบาล
โชคดี เลือดหยุดไหลแล้ว เด็กน้อยก็หยุดร้อง ก่อนที่แม่จะเสียสติมากไปกว่านี้
ยอมรับว่าปิคนิคเป็นเด็กที่อึดจริงๆ เห็นมาหลายทีแล้ว ว่าเค้าไม่ค่อยร้องกะเรื่องเจ็บตัว
หกล้ม ก็ไม่ร้อง ลุกขึ้น แล้วก็วิ่งไปใหม่
แต่คราวนี้ ยิ่งทำให้แม่รู้ ว่าลูกแม่ เข้มแข็งจริงๆ
ขอบคุณลูกมาก ไม่งั้นแม่คงรู้สึกแย่มากไปกว่านี้
ชั่วเวลาแป๊บเดียว ยังไม่ทันเดินออกจากบ้าน ปิคนิคก็หยุดร้องแล้ว แม่ใจชื้นขึ้นเป็นกอง
โทรไปบอกพ่อ พยายามทำเสียงไม่ให้สั่น แล้วก็บอกว่า เค้าไม่เป็นไรมากแล้ว
หยุดร้องแล้ว ให้ตามไปที่โรงพยาบาลละกัน
พนักงานที่คอนโดแนะนำให้ไป Queen Elizabeth Hospital
เพราะอยู่ใกล้สุด แล้วก็มี ER ด้วย
ระหว่างอยู่ในรถ ปิคนิคชวนดูรถ ดูคนไปเรื่อย ทำเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้น
ไปถึง รพ รีบแจ้นไปแผนก ER เซ็งมาก ป้ายก็ไม่มี ต้องเดินถามทางเค้าไป
ถ้าเป็น รพ ไทย รถไปจอดปุ๊บ เจ้าหน้าที่ก็แทบจะมาอุ้มไป ER แระ
แต่ที่นี่ อย่าได้หวัง แถมพอไปถึง แทนที่จะโล่งใจ ลูกถึงมือหมอแล้ว
เปล่าเลย...
เจ้าหน้าที่บอกให้ไปลงทะเบียนก่อน กี๊ดดด จะบ้าหรอ ลูกชั้นหัวแตกนะเฟร้ย
โวยไปดอกนึง ป้าแกทำหน้านิ่ง ยืนยันคำเดิม ไปลงทะเบียนก่อนไป๊
ไปถึง กรอกข้อมูลมือไม้สั่น กรอกเสร็จ เจ้าหน้าที่ขอเอกสารเพิ่ม
เออ เว๊ย รอทีหลังได้ป่าว ดูลูกก่อนได้มั๊ย
ขนาดให้ HK ID ของเรากับบัตร AIA ของปิคนิคไปแล้ว
เค้าก็ยังจะเอาพาสปอร์ตปิคนิคอีก ก็บอกไป ว่าไม่ได้เอามา เอามาให้วันหลังได้ป่าว
ชีเลยบอกให้ไปนั่งรอเรียก
เอิ่ม ER ประเทศนี้ คนนั่งรออยู่ร่วม 30 ชีวิตได้
ดูอาการแล้ว ก็ยังครบ 32 กันอยู่ มัน ER อะไรกันเนี่ย
รออยู่ 10 นาที พยาบาลเรียกไปดู ถามว่าเป็นอะไร มีอาเจียนมั๊ย สลบไปรึเปล่า
โชคดี ปิคนิคไม่มีอาการอะไรเลย นั่งตาแป๋วมองคุงพยาบาล
โดนจับวัดชีพจร ระดับออกซิเจน แล้วคุงพยาบาลก็บรรจงแปะพลาสเตอร์ลงบนหน้าผาก
เราเหวอไปหนึ่งวินาที แล้วก็ถามว่า แค่นี้หรอ
เค้าบอก ป่าว เดี๋ยวไปรอเจอหมอต่อ ก็งงๆ ว่าไม่ต้องฆ่าเชื้ออะไรกันเลยหรอ
เราก็ไม่กล้าทำมาก่อนจากบ้าน รีบออกมาเลย
แล้วขอบอก รอเจอหมออะ ไม่ใช่ที่นี่นะ ต้องเดินไปอีกตึกนึง
ไปถึง คนนั่งรออีกสี่สิบคนได้ เค้าแบ่งเป็น Normal กับ Semi urgent case
ของปิคนิคเป็นระดับ Semi Urgent ได้คิวที่ 132 ตอนนั้นเพิ่งคิว 111 เอง
Estimated waiting time อยู่ที่ 110 นาที แม่เจ้า !!!!
เลยให้เพ็ญกะปิคนิครออยู่ที่นี่ แม่ก็แจ้นไปเฉ่งกับพยาบาลอีกซักรอบ
รอกันเข้าไปได้ไงสองชั่วโมง หัวเปิดซะขนาดนี้ ชีทำหน้าเฉย
บอกว่า ดูๆ แล้ว เคสปิคนิคเป็น Semi urgent เจงๆ รอไปเหอะ
โอยย จะบ้าตาย เจอ ER ที่เมกามาที ก็แบบเนี๊ย รอไปดิ สองชั่วโมง
แต่ตอนนั้นเป็นไข้ ไม่ร้อนใจเท่าตอนนี้ รัก รพ เมืองไทยขึ้นมาเลย
ปิคนิคก็นะ ดีเหลือเกิ๊น นั่งรออย่างสงบเสงี่ยม ไม่ร้อง ไม่โวย
แถมส่งเสียงหัวเราะร่าเป็นระยะ ๆ ซึ่งมันก็ทำให้แม่สบายใจขึ้นได้เยอะ
อ่า เป็นเพราะดี๊ด๊างี้ป่าว เค้าเลยส่งมา Semi urgent ซะเลย เหอๆ
ระหว่างรอ ก็เลยโทรไปเล่าให้คุณตา คุณยายฟังซะหน่อย
ตั้งแต่เกิดเรื่องจนตอนนี้ ยังไม่ได้ร้องซักแอะ ไม่มีเวลา
มัวแต่คิดว่าทำยังไง จะให้ลูกได้เจอหมอเร็วที่สุด
พอโทรไปเจอคุณยาย เล่าไปเล่ามา เลยปล่อยโฮไปซะงั้น
เราเอง ตอนเด็กๆ เท่าปิคนิคก็มีเรื่องหัวแตกเพราะโขกเตียงเหมือนกัน
จำได้ คุณยายเล่าว่าเลือดไหลเยอะมาก พาส่ง รพ ก็โดนเย็บไปหลายเข็ม
ตอนโทรไป คุณยายเล่าอีกว่า ตอนเราโดนเย็บ คุณยายไม่กล้าอยู่ด้วย กลัว
แต่พอออกจากห้อง ได้ยินเสียงร้อง ก็รู้สึกผิดว่าหนีออกมาคนเดียว
ส่วนเรา ตั้งใจอยู่แล้ว ยังไง ก็ต้องอยู่กับปิคนิคแน่นอน ไม่หนีไปไหน
ตอนพี่นิคมาถึง คิวเพิ่งขยับไปสิบคิวเอง พี่นิคเลยโทรหาคนโน๊น คนนี้ ถามเรื่อง รพ อื่น
เพื่อนคนนึงบอกให้พาไปแถว The Peak โอวว ไกลไปป่าว นี่เป็นอุบัติเหตุน๊า
ก็รอ รอ รอ กันไป พี่นิคเริ่มทนไม่ไหว เลยเดินไปบอกพยาบาลว่า
ปิคนิคบ่นปวดแผล แต่ตี่ตี๋จิ ไม่ให้ความร่วมมือซะเล๊ย ทำหน้าเฉย แล้วยิ้มเค้าให้อีก
นี่แหละน๊า เลยได้รอต่อเลย แง่วๆๆ
รอเกือบสองชั่วโมง ก็ได้เจอหมอซะที
หมอถามอาการ แล้วก็แหวกแผลปิคนิคดู ว่าลึกรึเปล่า
เลิกหน้าผากขึ้น แล้วก็กดลง สลับไปมา เราหละกลัวลูกเจ็บ
แต่ปิคนิคก็ไม่ร้องนะ พี่นิคก็ย้ำแล้วย้ำอีกกะหมอ ว่าเย็บเนี๊ยบๆ อย่าให้เป็นแผลเป็นนะ
แล้วพอโต จะพาไปทำศัลยกรรม
ถ่อๆๆ เราแผลยาวกว่าปิคนิคอีก มีแผลเป็นกลางหน้าผากเหมือนกันด้วย
ไม่เห็นเป็นไรเลย สวยซะอย่าง กร๊ากกก กล้าพูด
เลยถามหมอว่า ไม่ต้องเย็บได้ป่าว เห็นเพ็ญเล่าว่าถ้าแผลไม่ลึกมา เอาพลาสเตอร์แปะๆ
แล้วรอเนื้อประสานกันเองก็ได้ หมอบอกว่า ไม่แน่ใจ ต้องส่งไปให้หมออีกคนดูก่อน
เค้าก็พาไปอีกห้องนึง มีเตียงผ่าตัด เข็ม อุปกรณ์ฆ่าเชื้อต่างๆ พร้อม
หมอเค้าก็ยังไม่ยอมบอกว่า ต้องเย็บรึเปล่า
เค้าให้วางปิคนิคลงบนเตียงแล้วก็เอาผ้าห่อ แล้วก็มีเข็มขัดมารัดอีกที กะไม่ให้ดิ้น
แล้วก็ให้พ่อแม่คอยจับหน้าไว้อีกที ไม่ให้ขยับหัว
พ่อกะแม่ก็บิ๊วเต็มที่ ไม่มีไรน๊า ปิคนิคไม่ต้องกลัว พ่อกะแม่อยู่นี่
บิ๊วไปบิ๊วมา กลายเป็นกลัวซะงั้น
ตอนแรกก็น้ำตาซึมๆ ปากเบอะ ๆ ซักพักก็ปล่อยโฮออกมาเลย
หมอก็เอาน้ำเกลือมาล้างแผล แล้วก็เอาพลาสเตอร์อันเล็กๆ
แปะตรงรอยแตกให้ประสานกัน แป๊บเดียวก็เสร็จ
พอหมอแก้มัด ปิคนิคก็หยุดร้อง
เราว่า เค้าไม่ได้เจ็บหรอก เพราะตอนโดนหมออีกคนแหกแผลดู น่าเจ็บกว่านี้ ก็ไม่ร้อง
แต่นี่ น่าจะร้องเพราะโดนมัดมากกว่า
สรุป ไม่ต้องเย็บ โฮกกก แม่โล่งใจไปจม ไม่ต้องเห็นลูกเจ็บตัวอีก
พรุ่งนี้หมอนัดเปิดพลาสเตอร์แระ ลุ้นๆๆ ให้ประสานกันสนิทดีน๊า

หมดเรื่องเศร้าแระ มาฮากันดีกว่าเนอะ
เป็นที่รู้กัน ว่าปิคนิคหวงของกินม๊าก
ล่าสุด มีผลไม้อยู่จานนึง มีแอปเปิ้ลสองชิ้นกะแก้วมังกรอีกเพียบ
แม่หยิบแอปเปิ้ลมากินไปชิ้นนึงแระ เหลืออีกชิ้นเดียว
มานเหลือบมาเห็น เลยคว้าหมับมาใส่ปาก แล้วก็แทะๆๆ
รอบๆ เลย แล้วก็อมๆๆ ดูดๆๆ จนน้ำลายเยิ้ม แล้วก็วางทิ้งไว้บนจาน
เอาส้อมมาจิ้มแก้วมังกรกินจนหมด แล้วค่อยมาจัดการกะแอปเปิ้ลเยิ้มๆ ต่อ
ครายสอนเนี่ยยยย
เรื่องกิน ไม่เคยรู้จักพอ กินข้าวเสร็จ ขอกินชีสต่อ
ต้องเบรคกันไว้ว่าอีกชั่วโมงนึงค่อยมากิน
ถึงเวลา มานก็ลากแม่ไปหน้าตู้เย็น ร้อง ชีส ๆๆ ขอกินอีกแระ
แล้วจังหวะนี้นะ อยากให้ทำไรบอกมาโลด ตี่ตี๋จัดให้
แม่ก็รีเควสให้เต้นให้ดูประจำ เพราะปกติมานจะอาย ไม่ค่อยยอมเต้นให้ดู
จะเต้นต้องหลบๆ เต้นคนเดียว มีคนอยู่ก็จะนั่งเฉยๆ ฮี่ๆๆ
ตอนนี้ปิคนิคชอบดูคอนเสิร์ตป้าเบิร์ดม๊าก ไปหยิบแผ่นมาให้เปิดให้ทู๊กวัน
วันก่อน ดูเพลินกันไปหน่อย แม่กะลูกนั่งซบกันไป ดูกันไป
ดูไปดูมา หลับป๊อกกันไปทั้งคู่ กร๊าก คอนเสิร์ตเค้าออกจะมันเนอะ หลับไปดร๊าย
อีกอย่างที่ชอบคือเล่นซ่อนหา
เพ็ญบอกให้ปิดตา นับ 1-10 (นับไม่เป็นหรอก)
มานก็เอามือกางๆ มาปิดตา แล้วก็มองลอดนิ้วตัวเองออกมา
เพ็ญคล้อยหลังปุ๊บ มานวิ่งตามปั๊บทั้งที่เอามือปิดตาอยู่นั่นแหละ
แล้วเค้าจะซ่อนทันมั๊ยเนี่ย
วันก่อน เล่นกะแม่ แม่ซ่อนอย่างเนียน หลังม่าน ฮ่าๆ
มานเดินเข้าห้องโน้น ออกห้องนี้ หาไม่เจอซ๊ากที
ซักพัก ส่งเสียงเรียก แม่ๆๆ แม่มะสน ซ่อนต่อไป ช๊านซ่อนเก่ง ลูกหามะเจอ
ซ่อนอยู่นั่นแหละ ตี่ตี๋ก็หามะเจอซ๊ากที ก็เลยลองส่งเสียงเรียกดู
มานเลยวิ่งปรู๊ดมาหาที่ม่าน แม่เปิดม่านออกมา กี๊ดด
มีอุนจิอยู่หนึ่งกอง กำ.. มานพูดได้มานคงบอกแระ ว่าเรียกตั้งนานแระ
ไม่พาไปนั่งซ๊ากที เลยปล่อยมานตรงนี้แหละ กร๊ากก
ตอนนี้ที่ฮ่องกง ร้อนชื้นเจงๆ
ปิคนิคก็มีแฟชั่นรับร้อนกะเค้าเหมือนกันนะ
เสื้อกล้ามหนึ่งตัว กะกุงเกงในโธมัส ไว้ใส่อยู่บ้าน

กะแว่นสุดจ๊าบที่คุณยายถอยมาให้

ชอบเหลือเกิ๊น โธมัสเนี่ย ตะก่อนติดตัวเป็นๆ แบบนี้

แต่ตอนนี้ ติดกุงเกงในโธมัสแทน
วันนึงใช้สามตัว ตอนเช้าอาบน้ำเสร็จ ใส่ตัวนึง
ตอนเย็นอาบน้ำเสร็จ ใส่อีกตัว
อ้าว แล้วอีกตัวใส่ตอนไหนอะ
เปล๊า ไม่ได้ใส่นะเคอะ มีไว้เป็นเครื่องประดับ
ถือไปถือมาทั่วบ้าน ไม่พอนะ ตอนพาไปเดินเล่นข้างล่าง มานก็กำลงไปด้วย
จนคนอื่นเค้ามาขอดู ว่าถืออะไรมา กำไว้อยู่น่านแหละ ไม่ยอมปล่อย
มานแบมือให้ดู เป็นกุงเกงลิงหนึ่งตัว ร๊ากกเจงๆ
ตะก่อนเวลานอน ก็ต้องมีโธมัสกะเพอร์ซี่นอนข้างๆ
แต่เดี๋ยวนี้ กำกุงเกงในนอน
ช่วงเห่อใหม่ๆ กำสองมือ มือละตัว
มีอยู่วันนึง กลัวเพ็ญเอาของจากมือตอนหลับไปแล้ว
มานเลยเอาไปครอบหัวซะเลย ฮ่า..
ไม้กวาดเนี่ย เห็นไม่ได้ ต้องเอามากวาดๆๆๆ
งานบ้านผมก็ช่วยทำน๊า ไม่ใช่เล่นสนุกกะกินไปวันๆ

กวาดใต้เตียง ต้องท่านี้เลยฮับ

เล็งๆๆ สะอาดอ๊ะยังเนี่ย

เหนื่อยโฮกกก ซาหลบฮับ

หลังจากโดนกระทำกะท่าแซนวิชปิคนิคมานาน
เดี๋ยวนี้เริ่มติดใจ รีเควสเองแระ เอามือข้างนึงโอบคอพ่อ
อีกข้างโอบคนแม่ แล้วดึงเข้าหาหน้าตัวเอง พ่อกะแม่เลยจัดการฟัดๆๆ ให้ซ๊า
เจอกันใหม่ไดหน้า มาลุ้นกัน ว่าเปิดพลาสเตอร์ออกแล้วจะเป็นยังไง..
คราวหน้า ไม่ซ่าแล้วคร๊าบบบ

ตอนนี้สบายดีฮับ มะต้องเป็นห่วงน๊า

|